remove_red_eye2.1K Views

ประกันสุขภาพเหมาจ่าย VS ประกันแยกค่ารักษา

โพสต์วันที่ 18/10/2020
ช่วงใกล้สิ้นปีแบบนี้ เชื่อว่าหลายคนคงได้ตรวจสุขภาพกันมาบ้างแล้วใช่มั้ยคะ ผลการตรวจสุขภาพ คงทำให้ตื่นเต้นกันไม่น้อย ใครยังแข็งแรงอยู่ก็ดีไป แต่ถ้าใครตรวจเจอโรค พี่เรนนี่ก็ขอกอดแน่นๆจากตรงนี้ แต่พอตรวจสุขภาพแล้ว หลายคนก็คงเริ่มตระหนักแล้วใช่ไหมล่ะ ว่าเราจะป่วยวันไหนก็ไม่รู้ แบบนี้ มีประกันสุขภาพเพิ่มเติมติดไว้อุ่นใจกว่ากันเยอะ

ถ้าหากใครกำลังมองหาประกันสุขภาพเพิ่มเติม พี่เรนนี่ก็อยากจะให้น้องๆพิจารณาเลือกแบบที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด โดยแม้ประกันสุขภาพจะมีหลากหลายรูปแบบ แต่ก็สามารถแยกได้หลักๆ ตามรูปแบบวงเงินความคุ้มครองที่ให้ งั้นไปดูกันเลยค่ะว่า เราควรเลือกประกันสุขภาพแบบไหนให้เหมาะกับเรามากที่สุด

แผนประกันสุขภาพ หลักๆ จะมี 2 แบบตามรูปแบบวงเงินที่คุ้มครอง นั่นคือ แบบเหมาจ่าย กับแบบแยกค่ารักษา ซึ่งมีความแตกต่างกันอยู่ ดังนี้ค่ะ:

ประกันสุขภาพเหมาจ่าย: ประกันแบบนี้ เป็นประกันสุขภาพที่ไม่กำหนดวงเงินค่ารักษาพยาบาล โดยกำหนดเพียงวงเงินค่ารักษาพยาบาลแบบต่อปี จะไม่กำหนดแยกเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ แต่จะจ่ายให้ตามจริงแต่ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันสูงสุด

ประกันสุขภาพแยกค่ารักษา: สำหรับประกันแบบนี้ บริษัทประกันสุขภาพจะกำหนดความคุ้มครองและกำหนดวงเงินความคุ้มครองให้แต่ละรายการแยกตามที่กำหนดไว้ เช่น ค่าห้อง ค่าผ่าตัด ค่ายา เป็นต้น การจ่ายค่ารักษาเป็นตามค่าใช้จ่ายจริงแต่ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกัน ซึ่งสามารถเบิกได้ต่อครั้งต่อโรค หรือหากป่วยเป็นโรคเดิมซ้ำก็หักออกจากรายการเดิมและระยะเวลาของประกันที่เหลือค่ะ แต่ก็อาจมีเงื่อนไขอื่นๆเพิ่มเติม ทั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขของบริษัทประกันสุขภาพนั้นๆ


ประกันสุขภาพทั้ง 2 แบบนี้ แตกต่างกันอย่างไร? 

พอเรารู้คร่าวๆแล้วว่า ประกันสุขภาพทั้ง 2 แบบ มีวิธีจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามความคุ้มครองยังไง งั้นเดี๋ยวลองมาเทียบกันให้ชัดขึ้นอีก ว่าแต่ละส่วนแตกต่างกันยังไง ดังนี้ค่ะ:
  1. ค่าเบี้ย
    ประกันสุขภาพเหมาจ่าย: ค่าเบี้ยประกัน “แพงกว่า” ประกันสุขภาพทั่วไปแบบแยกค่าใช้จ่าย แต่ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายมากกว่า
    ประกันสุขภาพแยกค่ารักษา: ค่าเบี้ยประกัน “ถูกกว่า” แต่สามารถเบิกค่ารักษาได้ตามวงเงินที่คุ้มครอง ซึ่งอาจคุ้มครองค่ารักษาไม่ครอบคลุม ขึ้นอยู่กับแผนประกันแต่ละแบบนั่นเอง

  2. ค่ารักษา
    ประกันสุขภาพเหมาจ่าย: มีวงเงินเหมาจ่ายค่ารักษาต่อปีให้ ซึ่งเป็นวงเงินที่ค่อนข้างสูงถึงหลักล้าน ทำให้มีโอกาสครอบคลุมค่ารักษาที่เกิดขึ้นจริงมากกว่า มีรายการคุ้มครองหลายรายการ มากกว่าแบบแยกค่ารักษา เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าผ่าตัด ที่จ่ายตามจริงตามวงเงินประกัน แต่สำหรับค่าใช้จ่ายบางรายการ ก็อาจจะจำกัดวงเงินค่ารักษาไว้ ขึ้นอยู่กับแผนประกันค่ะ
    ประกันสุขภาพแยกค่ารักษา: จะแยกความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเป็นวงเงินแต่ละรายการตามที่กำหนดไว้ และแม้จะมีการกำหนดวงเงินค่ารักษาแต่ละครั้งสำหรับโรคใดโรคหนึ่ง แต่ไม่มีการกำหนดวงเงินสูงสุดต่อปี ทำให้หากปีนั้นเราป่วยหลายโรค หรือป่วยโรคเดียวกันแต่เป็นหลายครั้ง โดยการเจ็บป่วยแต่ละครั้งมีระยะห่างกันตามที่แผนประกันระบุ ก็จะทำให้เบิกวงเงินที่เริ่มนับใหม่ได้เรื่อยๆไม่จำกัด


ประกันแบบไหน เหมาะกับใคร?

พอรู้ความแตกต่างแบบนี้แล้ว ก็จะเห็นได้ว่าประกันแต่ละแบบจะสนองตอบความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แล้วตัวเราน่าจะเหมาะกับประกันแบบไหน ไปดูกันเลยจ้า

ประกันสุขภาพเหมาจ่าย
เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความสบายใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หรือมาปวดหัวกับการคำนวณความคุ้มครอง เพราะมีความคุ้มครองที่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจริง โดยสำหรับประกันเหมาจ่าย พี่เรนนี่ขอแนะนำ 2 แผนนี้ค่ะ
- ประกันสุขภาพ D-health จากเมืองไทยประกันชีวิต: เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความคุ้มครองการรักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยใน (IPD) แบบเหมาจ่ายได้จัดเต็ม และหากเลือกแผนประกันแบบนี้ ก็มีค่าใช้จ่ายส่วนแรกที่ต้องจ่ายไปก่อน ที่ช่วยประหยัดค่าเบี้ยไปได้เกือบครึ่งเลยล่ะค่ะ
- ประกันสุขภาพ i-healthy จากกรุงไทยแอกซ่าประกันชีวิต: เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความคุ้มครองแบบจัดเต็ม โดยคุ้มครองหลากหลายรายการ ทั้งการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD) ในราคาน่าคบหา

ประกันสุขภาพแยกค่ารักษา
เหมาะกับคนที่มีงบน้อยและกำลังมองหาประกันสุขภาพที่จ่ายค่าเบี้ยไม่สูงมาก รวมถึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสุขภาพ พี่เรนนี่ขอแนะนำแผนประกันตัวนี้เลยค่ะ
- ประกันสุขภาพ H&S Plus Gold จากเอไอเอ: เหมาะสำหรับคนที่ป่วยไม่บ่อย และมีวงเงินคุ้มครองครอบคลุมหลายรายการ ที่สำคัญคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลโดยการผ่าตัดแบบจ่ายตามจริง แต่เมื่อรวมกับวงเงินค่ารักษารายการอื่นแล้ว ต้องไม่เกินวงเงินคุ้มครองสูงสุดค่ะ

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าตอนนี้ยังแข็งแรงดี หรือเริ่มป่วยๆ การมีประกันไว้คุ้มครองความเสี่ยงยังไงก็ย่อมดีกว่าไม่มีแน่นอน เพราะเรื่องสุขภาพรอไม่ได้ ถ้าเริ่มวางแผนตั้งแต่ตอนนี้ก็ไม่มีคำว่าสาย

ส่วนใครที่จะเลือกประกันสุขภาพแผนไหน พี่เรนนี่ก็ขอแนะนำให้ลองสำรวจระดับความแข็งแรงของตัวเองและเงินในกระเป๋าประกอบกัน โดยหากใครไม่มีปัญหาในการจ่ายเบี้ย เลือกประกันเหมาจ่ายไว้ เบี้ยสูงหน่อยแต่อุ่นใจกว่าเนอะ แล้วไว้พบกันใหม่ในบทความหน้าจ้า

เกี่ยวกับผู้เขียน
พี่เรนนี่
สาวโสดสุดเฉี่ยววัย 38 ปี ผู้เป็นตัวแทนของสาวยุคใหม่ที่พกความมั่นใจมาเต็มกระเป๋า ใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง Work hard play harder จบปริญญาโทสาขาคณิตศาสตร์ประกันภัยจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของต่างประเทศ และทำงานสายประกันมานานจนใครๆก็ต่างยกให้พี่เรนนี่ เป็นกูเกิ้ลสำหรับประกันไปเลย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

#ประกันสุขภาพ
#ประกันสุขภาพเหมาจ่าย
#ประกันแยกค่ารักษา
#เปรียนเทียบประกัน
แนะนำสำหรับคุณ
แพ็กเกจตรวจสุขภาพ 2020
571 view
Editor
verified_user

ประกันที่ใกล้เคียง

เมืองไทยประกันชีวิต
ประกันสุขภาพ
ชื่อแผน: D-Health (ไม่มีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ)

฿18,257

เบี้ยเริ่มต้น/ปี
3.9 (0)
remove_red_eye15.2K Views
ค่าห้อง
จ่ายตามจริง
ผู้ป่วยใน
5,000,000 บาท
ผู้ป่วยนอก
ไม่คุ้มครอง
ค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ
0 บาท
คุ้มครองอุบัติเหตุแบบผู้ป่วยนอก
ไม่คุ้มครอง
คิง ไว ประกันภัย
ประกันสุขภาพ
ชื่อแผน: ประกันสุขภาพ Finsurance

฿16,861

เบี้ยเริ่มต้น/ปี
4.3 (0)
remove_red_eye5.5K Views
ค่าห้อง
5,500 บาท/วัน
ผู้ป่วยใน
3,000,000 บาท
ผู้ป่วยนอก
12,000 บาท/ปี
กายภาพบำบัด
3,000 บาท
คุ้มครองเสียชีวิต
50,000 บาท
ฟอลคอนประกันภัย
ประกันสุขภาพ
ชื่อแผน: Falcon คุ้มเวอร์

฿15,000

เบี้ยเริ่มต้น/ปี
0.0 (0)
remove_red_eye2K Views
ค่าห้อง
3,000 บาท/วัน
ผู้ป่วยใน
1,000,000 บาท
ผู้ป่วยใน (จำกัด/ครั้ง)
80,000 บาท
ผู้ป่วยนอก
ไม่คุ้มครอง
เสียชีวิต-พิการจากอุบัติเหตุ
10,000 บาท
เมืองไทยประกันชีวิต
แพ็คเสริมประกันกลุ่ม
ชื่อแผน: D-Health (มีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ)

฿3,338

เบี้ยเริ่มต้น/ปี
4.6 (0)
remove_red_eye10.1K Views
ค่าห้อง
จ่ายตามจริง
ผู้ป่วยใน
5,000,000 บาท
ผู้ป่วยนอก
ไม่คุ้มครอง
ค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ
100,000 บาท
คุ้มครองอุบัติเหตุแบบผู้ป่วยนอก
ไม่คุ้มครอง
Loading...
Loading...
Loading...
รอสักครู่